แลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการสร้างสุขด้วยสติในโรงเรียน

     เมื่อวันหนึ่งมีเพื่อนร่วมเส้นทางการศึกษา ขอนำคณะครูแกนนำมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมงานสร้างสุขด้วยสติในโรงเรียน บรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกันด้วยสุนทรียสนทนาก้อเกิดขึ้น

    การทำงานสร้างสุขด้วยสติ เป็นการทำงานที่ท้าทายสำหรับทุกคน เพราะเป็นเรื่องของการเริ่มจากการระเบิดจากข้างในคน ซึ่งผลมันเกิดกับตัวเองและคนรอบข้าง ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาอยากให้เกิดในสถานที่เราอยู่อาศัยและอยู่ร่วมกับผู้อื่น

แต่บางครั้งการปฏิบัติงานที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง  เมื่อมีการนำนวัตกรรมเข้าไปใช้ในองค์กร แบบครั้งเรามักจะได้ยินคำถามตามมาว่า

เริ่มต้นอย่างไร?

ทำไงให้ทุกคนยอมรับการเปลี่ยนแปลง?

นานไหมกว่าจะเห็นผล?

อุปสรรคมีไหม? แก้อย่างไร?

????!!!!

เราต้องไม่ลืมว่าการที่เราจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นคือความตั้งใจ

เมื่อเราตั้งใจมากๆ สิ่งนั้น คือ ศรัทธา

…การที่คุณครูก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกที่จะไปสอนนักเรียนชั้นสอง คุณครูย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ว่าหลังจากคุณครูก้าวจากบันไดขั้นสุดท้ายแล้วเดินเข้าห้องเรียน คุณครูจะเจอสิ่งใด…

…นักเรียนพร้อมไหมที่จะเรียนรู้กับครู

…คุณครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของการออกแบบการเรียนรู้ที่วางไว้ไหม

….

  แต่…สิ่งที่นำพาคุณครูเดินจากบันไดขั้นแรกไปจนถึงการห้องเรียน.. จนออกจากห้องเรียนลง.. มานั่งพักที่ห้องพักครู

     สิ่งนั้น คือ…ศรัทธา..ที่คุณครูคิดว่าจะสั่งสอนศิษย์ให้มีความรู้ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์

ศรัทธาในจิตวิญญาญของความเป็นครู เป็นผู้เติมเต็ม ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะต่างๆ แก่นักเรียน

     บันไดขั้นแรกจึงสำคัญเสมอ เมื่อคุณครูมีความตั้งใจลงมือทำ ความสำเร็จย่อมเกิด เพราะมีแรงศรัทธาเป็นเครื่องเหนี่ยวนำ

.    จงอย่ากลัวที่จะล้มเหลว ทุกอย่างคือการเรียนรู้  ทำ 10 อย่าง สำเร็จ 3 อย่าง ดีกว่าคิดแล้วไม่ได้ลงมือทำ ที่สำคัญอย่ารอให้“พร้อม” แล้วค่อยลงมือทำ เพราะคุณไม่มีทางพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบ

.   จงลงมือทำ แล้วเรียนรู้ระหว่างทาง ความสำเร็จปลายทางสำคัญ แต่น้อยกว่าระหว่างทาง

    อย่ากลัวที่จะทำอะไรที่แปลกแตกต่างไปจากเดิม…

.   ทำก็ถูกด่า ไม่ทำก็ถูกด่า  เลือกทำดีกว่า อย่างน้อยได้ลงมือทำ  

Doครูสอน

ภายหลังจากการร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน ด้วยหลักสุนทรียสนทนาและมีความเป็นกัลยาณมิตรด้วยกัน ของครูต้นแบบ (Model teacher) กับครูคู่คิด (Buddy Teacher) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในขั้น Plan ไปปรับปรุง และนำไปใช้จริงในขั้นสอนและสังเกตการสอน Do

plc-5-638

จากการที่ได้เข้าไปสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้าจะใช้กระบวนการวิจัย โดยเทคนิคครูคู่คิด ซึ่งผมจะเข้าไปนั่งดูแบบเงียบ ๆ คนเดียว แต่เมื่อใช้เทคนิคครูคู่คิด มีครู Buddy ครูที่เป็น Mentor (วิชาการ/บุคคล) เข้าไปร่วมดูด้วย ผ่านไป ๑ ภาคเรียน ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นอย่างชัดเจน คือพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน

๑. การเตรียมการสอน การที่มีเพื่อนครูคู่คิด ทำให้ครูได้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทัศนะมุมมอง ข้อเสนอแนะจากเพื่อนคู่คิด ทำให้สามารถออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

๒. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ บรรยากาศของการจัดกิจกรรมมีความตื่นตัว ผ่านการมีส่วนร่วมของนักเรียนมากขึ้น

๓. มีการใช้สื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างหลากหลายมากขึ้น ทั้งสื่อคัดสรรที่ครูคัดสรรมาใช้ และสื่อสร้างสรรค์ที่ครูมีความตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนมากขึ้น ครูมีทักษะการใช้ ICT เพื่อการจัดการเรียนรู้มากขึ้น หลายท่านมีความสามารถและทักษะการใช้ ICT ที่เป็นความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวทั้งที่สาขาที่สอนไม่เกี่ยวข้องกับ ICT เป็นข้อค้นพบใหม่ที่มองเห็น เป็นข้อดีของครู Gen Y ที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้าม

๔. การทำงานเป็นทีม  ตั้งแต่กระบวนการร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมออกแบบการเรียนรู้ สังเกตการสอน การสะท้อนบทเรียนร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งของการทำงานเป็นทีมของครูอย่างเด่นชันมากขึ้น

๕.การเป็นครูมืออาชีพ ใคร่เรียนรู้เพื่อพ้ฒนาเพิ่มพูนทักษะวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น

collage Doเป็นข้อค้นพบเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ สำหรับชาวประณีตวิทยาคม

       ที่สำคัญพบว่าครูผู้สอนสามารถจัดการเรียนรู้ที่เป็นรูปแบบของ Active Learning เพิ่มมากขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกกับผู้เรียน ทำงานเป็นทีมกับเพื่อนครูได้อย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเป็นกัลยาณมิตร ใช้กระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อเด็ก ๆ

         เป็นเพียง เป็นเพียงมิติเล็ก ๆ ที่สามารถมองเห็นได้ถึงกระบวนการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของครู ที่มีมิติของการพัฒนาเชิงบวกของพวกเรามิติเล็ก ๆ ที่สามารถมองเห็นได้ถึงกระบวนการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ของครู ที่มีมิติของการพัฒนาเชิงบวกของพวกเรา

         ที่นี่ ประณีตวิทยาคม

ตอนที่ 1 :: PLAN (วางแผนการสอน)
https://m.youtube.com/watch?v=cwwclqnDvF8

?ตอนที่ 2 :: DO (ปฏิบัติการสอนและการสังเกตการเรียนรู้)
https://m.youtube.com/watch?v=PQRPOBInwYQ

?ตอนที่ 3 :: SEE (สะท้อนคิดผลการปฏิบัติงาน)
https://m.youtube.com/watch?v=vtRQVNZ4NXY

↪️ขอขอบคุณ Link แลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก YouTube

ให้เขา เราก็สุข

เมื่อวานเป็นวันประกาศผลการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนและผลการจัดการเรียนรู้ของคุณครูประจำภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2562

ถือโอกาสเข้าไปแลกเรียนเรียนรู้ พูดคุยกับคุณครูและลูกๆนักเรียนก่อนจะส่งมอบลูกๆกลับไปอยู่ในความดูแลของพ่อแม่ ผู้ปกครอง เรียนรู้ทักษะการทำงานร่วมกันภายในครอบครัว

มีโอกาสชื่นชมผลงานที่เป็นพัฒนาการที่ดีของนักเรียนและคุณครูที่มีทิศทางของผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น. ซึ่งเป็นส่วนใหญ่แต่ละระดับชั้นมีทิศทางของการยกระดับผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น. แต่มี 2 ระดับชั้น ที่ยังคงต้องร่วมมือกันเพื่อยกระดับให้ดีขึ้น

ถามลูกๆนักเรียนว่าคิดถึงสถานที่พักผ่อนกันบ้างหรือยัง

ใครคิดถึงท้องทะเลบ้าง…นักเรียนเงียบ

มีแต่คุณครู 1 คนยกมือ(555)

ใครคิดถึงน้ำตกบ้าง…นักเรียนยกมือชูแขน ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ทำไมถึงคิดถึงน้ำตก

น้ำตกสวย…

ทำไมถึงสวย..

เพราะน้ำมันไหล..

ใช่เลยน้ำตกสวยเพราะน้ำมันไหล…

เลยย้อนคิดไปถึงเรื่องที่เคยอ่าน
 …ที่น้ำตกสวยน่ะ…  

…เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก…  

 …น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..

…เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก…ไม่เห็นแก่ตัว…
…แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้.. 

 ความสวยงามของน้ำตกจึงเกิด ทำให้เราทุกคนมองเห็นความสวย.

ความมีเสน่ห์ของมัน

นักเรียนเองควรจะเป็นอย่างน้ำตก

หากมีสิ่งดี ๆ ความสุข ตกมาถึงตัวนักเรียน

อย่าเก็บสิ่งดี ๆ ความรู้  ความสุขนั้นไว้..คนเดียว..

นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะ…แบ่งปัน…แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน ให้มากที่สุด

เมื่อไหร่ที่มีคนที่ “ผู้ให้”

ความสุขย่อมเกิดแก่ “คนรับ” อย่างแท้จริง…

ให้เขา…

…เราได้

ความสุขจะเกิดอย่างแท้จริง

 

original_original_banneranigif

ผู้เรียนเป็นสำคัญ ::จิตศึกษา::

     ทุกวันเช้าศุกร์ หลังเลิกแถวหน้าเสาธง  นักเรียนทุกคนจะมาทำกิจกรรมจิตศึกษาร่วมกันทั้งหมดของโรงเรียน

ทั้งนี้การทำกิจกรรมจิตศึกษาในเช้าวันศุกร์จะมีผู้นำในการทำกิจกรรมคือนักเรียนในแต่ละระดับชั้น โดยมีการสับเปลี่ยนหนุมเวียนกันไป

เช้านี้เป็นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นผู้นำกิจกรรม โดยเด็กชายอยู่ บาน ตัวแทนนักเรียนชั้นม.3 ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเป็นแกนนำในการทำกิจกรรม

สิ่งหนึ่งที่เป็นที่สังเกตช่วงของการทำกิจกรรม Brain Gym เด็กชายอยู่  บาน พาพี่ๆน้องๆ ทำท่าโดยใช้มือประกอบ 3 ท่า

IMG_20190913_083721

ประสานมือ

                                            กำปั้นชนกัน                                                  พนมมือ

      ภายหลังจากที่เด็กชายอยู่ได้สาธิต 3  ท่าแก่นักเรียนทุกคนทราบ  ก็ให้นักเรียนในวงจิตศึกษาเลือกเพียงแค่ 1 ท่าที่ตนเองชอบที่สุด

     จากนั้นให้นักเรียนทุกคนในวงเลือกท่าที่ชอบ 1 ท่าตามลำดับ  จากนั้นเด็กชายอยู่ ก็ทำหน้าที่พยากรณ์ความรู้สึกของทุกคนในวงจิตศึกษา

      คนที่เลือกการ ประสานมือ  – แทนด้วยสีเขียว หมายถึงความ กล้าหาญ / กล้าแสดงออก ในที่นี้มีนักเรียน แสดงออกด้วยท่ามือประสานกันประมาณ 10 %

     คนที่เลือกการ พนมมือ – แทนด้วยสีฟ้า หมายถึงความ สงบ ในที่นี้มีนักเรียน แสดงออกด้วยท่ามือพนมมือกันประมาณ 50 %

     คนที่เลือกการใช้กำปั้นชนกัน  – แทนด้วยแดง หมายถึงความ โกรธ/ไม่พอใจ ในที่นี้มีนักเรียน แสดงออกด้วยท่ากำปั้นชนกันประมาณ 40 %

      เด็กชายอยู่ใช้การทำ Brain Gym ด้วยท่า 3 ท่านี้

      IMG_20190913_082958

       หลังจากการทำกิจกรรมจิตศึกษาเสร็จ  ผมจึงเรียกเด็กชายอยู่มาคุยด้วย   เพื่อการเรียนรู้วิธีคิดของเขา

     ผอ: อยู่ทำไมหนูถึงใช้ท่าBrain Gym 3 ท่านี้

     อยู่: ผมอยากทำอะไรที่ใหม่ๆ. ไม่ซ้ำของเดิมครับผอ.

      ผอ: อยู่คิดมานานยัง

      อยู่:3 วัน แล้วครับผอ.

      ผอ: ดีนะ. กล้าคิด และสร้างสรรค์ดี

      ผอ: อยู่ หนูคิดว่าการทำจิตศึกษาโดยการทำรวมกันแบบนี้หนูคิดว่าดีไหม

      อยู่: มันก้อดีครับผอ. การทำรวมกันทั้งหมด จะเป็นการทำให้นักเรียนแต่ละห้องได้มีการคัดเลือกคนเก่ง คนกล้า ออกมาเป็นแกนนำในการทำกิจกรรม. การทำในห้อง นักเรียนมีส่วนร่วมน้อย ครูเป็นผู้นำทำกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่
             แต่ผมอยากให้ครูลงมานั่งในวงทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก ๆ เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับเด็ก เป็นการสร้างความเป็นกันเองให้เพิ่มมากขึ้

      ผอ: ก้อดีนะความคิดเรา. แล้วเราคิดไงกับการทำกิจกรรมจิตศึกษาที่ผ่านมา

      อยู่ :ผมมองการทำจิตศึกษาเหมือนการก้าว ๓ ก้าวตอนนี้เรายังอยู่แค่ก้าวแรกเท่านั้นเองครับ

      ผอ: แล้วทำอย่างไรจึงจะไปยังก้าวที่ ๒ และถึงก้าวที่ ๓ ที่เราคิด อยากให้ลองเสนอแนะปรุงแต่งเสนอแนะดูสิ เพื่อให้ทำจิตศึกษาไปถึงก้าวที่ ๓ เหมือนการทานก๋วยเตี๋ยว ต้องปรุงก่อนทานเสมอ คงไม่มีใครทานโดยไม่ปรุงมีก้อน้อย

     อยู่:ทานก๋วยเตี๋ยวทุกวันมันก็เบื่อนะครับ ผอ. (สวนทันที)

    ผอ: อ้าว

    อยู่ :มัน ๆ  เปลี่ยนบ้าง จิตศึกษาก็เหมือนกินก๋วยเตี๋ยว ทำทุกวันซ้ำ ๆ ผมก็เบื่อ อยากให้มีกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซาก จำเจ

   ผอ: แล้วดีไหม การทำจิตศึกษา

   อยู่: ดีครับ แต่ผมมองว่าเด็กบางคนยังไม่มีความกล้าพอที่จะคิดและแสดงออกมา อยากให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากกว่านี้

 …เรียกครูวนิดามาร่วมรับฟัง….

    ผอ: หนูบอกครูสิว่าหนูรู้สึกอย่างไร

“………………………………………………………………………………………..”

    ครูวนิดา: หนูคิดหรือผอ.คิด                                             

     อยู่ : ผมคิดครับ     

     ผอ:หนูมีอะไรจะเสนออีกไหม… 

     อยู่:..เสนอได้ใช่ไหมครับ    

     ผอ: ได้…ทำไมจะไม่ได้ยินดีเลย

     อยู่:ผมเคยพูดในที่ประชุมสภานักเรียนหลายครั้ง

     ผอ: อะไรเหรอ…      

     อยู่ :..ผมอยากให้มีออดในโรงเรียน

     ผอ: การที่ไม่มีออดมันเป็นการฝึกตัวเองด้วยตัวเราเอง โดยไม่ให้มีสิ่งใด/วัสดุใดมากำหนดให้ว่าเราจะทำอะไรตอนไหน เหมือนไก่กับนกกาเหว่าที่ส่งเสียงขันหรือร้องเป็นเวลา โดยไม่มีสิ่งใดมาคอยเตือน มันรู้ตัวของมันเอง
     …เหมือนกับเรา ถ้าเราฝึกให้ตัวเรามีวินัยในตัวเองได้เอง โดยที่ไม่มีสิ่งใดมาบอก มาเตือน เราสามารถทำได้เองโดยอัตโนมัติ จะดีกว่าไหม ฝึกตัวเราเองเริ่มที่ตัวเรา

    อยู่: ครับ (ยิ้มบาน)        

…………………………………………..

“เด็กยุดใหม่ ถ้าเราเปิดประตูของความไว้วางใจ  เขาก็จะ  กล้าคิด

กล้าทำ  กล้าพูด (นำเสนอ) แต่ต้องไม่ก้าวร้าว”

original_original_banneranigif

ทบทวนเรื่องการลา:ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

     เรื่องราวว่าด้วยการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่บางครั้ง บางคนอาจมองข้ามความสำคัญ แต่จริงแล้วการลาเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและองค์กรของเพื่อนครูอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

    เพราะการลาป่วย ลากิจส่วนตัว ซึ่งเป็นการลาที่ส่วนใหญ่พวกเราใช้บริการบ่อยครั้ง มีผลต่อการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเกี่ยวโยงไปถึงการขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา ของเพื่อนข้าราชการครูที่รับข้าราชการมาเป็นระยะเวลานาน ๒๕ ปีขึ้นไป

    วันนี้เลยขอนำเสนอเรื่องราวว่าด้วยเรื่องการลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนาตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.๒๕๕๕ ที่ก.ค.ศ. มีมติให้นำระเบียบดังกล่าวมาบังคับใช้กับเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยอนุโลม ตามหนังสือ ก.ค.ศ. ที่ ศธ. ๐๒๐๖.๗/ ๔๒ ลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕ โดยเฉพาะการลาป่วย ลากิจส่วนตัว ซึ่งใกล้ตัวเพื่อนข้าราชการครูเรา

     การลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการลาของข้าราชการ  พ.ศ. ๒๕๕๕ มี  ๑๑  ประเภท  คือ

๑.      การลาป่วย

๒.      การลาคลอดบุตร

๓.      การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร

๔.      การลากิจส่วนตัว

๕.      การลาพักผ่อน

๖.      การลาอุปสมบทหรือการไปประกอบพิธีฮัจย์

๗.      การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล

๘.      การลาไปศึกษา ฝึกอบรม  ปฏิบัติการวิจัย  หรือดูงาน

๙.      การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ

๑๐.    การลาติดตามคู่สมรส

๑๑.    การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ

วันนี้ขอเน้นไปที่ลาป่วยและลากิจส่วนตัว

       การลาป่วย  หมายความว่า  เป็นการลาหยุดเพื่อรักษาตัวเมื่อมีอาการป่วย

หลักเกณฑ์การลา

           – ลาป่วยติดต่อกันตั้งแต่สามสิบวันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์

          – การลาป่วยไม่ถึงสามสิบวัน ไม่ว่าจะเป็นครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดต่อกัน ถ้าผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นสมควรจะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ หรือสั่งให้ผู้ลาไปรับการตรวจจากแพทย์ของทางราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้

          –  มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาป่วยปีหนึ่งได้  ๖๐ – ๑๒๐ วัน

การเสนอหรือจัดส่งใบลา

         –  ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ  จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต

         – ให้เสนอ  หรือจัดส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลาก็ได้ ยกเว้นในกรณีจำเป็นจะเสนอหรือจัดส่งใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้

         – กรณีป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่น ลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วต้องเสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว

         – การลาป่วย แม้จะมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นในระหว่างลาป่วยอยู่นั้น ผู้มีอำนาจอนุญาตก็ไม่สามารถเรียกตัวผู้นั้นมาปฏิบัติงานได้ ทั้งนี้เพราะการลาป่วยเป็นเรื่องจำเป็น

          การลากิจส่วนตัว หมายความว่า เป็นการลาหยุดเพื่อทำธุระ  เช่น ลาหยุดเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วย เป็นต้น

 การลากิจส่วนตัวอาจแยกได้  ดังนี้

(๑)     การลากิจส่วนตัว  (ด้วยเหตุอื่น)

(๒)     การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร

      หลักเกณฑ์การลากิจส่วนตัวด้วยเหตุอื่น

–    มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา เมื่อมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นในระหว่างลากิจส่วนตัวอยู่นั้น ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวผู้นั้นมาปฏิบัติงานก็ได้

หลักเกณฑ์การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร

– ข้าราชการที่ได้ลาคลอดบุตร ๙๐ วัน (นับวันหยุดราชการรวมด้วย) โดยได้รับเงินเดือน(ตามที่กำหนดในข้อ ๑๙)แล้ว มีสิทธิลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรไม่เกิน ๑๕๐ วันทำการ  โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา

– ระหว่างลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร แม้จะมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นในระหว่างลาอยู่นั้นผู้มีอำนาจอนุญาตก็ไม่สามารถเรียกตัวผู้นั้นมาปฏิบัติงานได้

การเสนอหรือจัดส่งใบลา  (ลากิจส่วนตัวด้วยเหตุอื่น หรือเพื่อเลี้ยงดูบุตร)

– ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต

– ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงหยุดราชการได้ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นไม่สามารถรอรับอนุญาตได้

-ให้จัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุจำเป็นไว้แล้วลาหยุดไปก่อนได้  แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบโดยเร็ว หรือมีเหตุพิเศษ ที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนหยุดได้ เมื่อหยุดไปแล้ว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุผลความจำเป็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตทราบทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ

อำนาจการอนุญาตการลา

        ผู้อำนวยการสถานศึกษา

  • ลาป่วย ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๖๐ วันทำการ

  • ลากิจส่วนตัว ครั้งหนึ่งไม่เกิน  ๓๐  วันทำการ

นอกเหนือจากนี้เป็นอำนาจ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา

ส่วนเกณฑ์การลาบ่อยครั้ง ก็ไม่ควรหลงและลืม

  • ปฎิบัติงานในโรงเรียน ลาเกิน ๖ ครั้ง

เกณฑ์การมาสายเนื่องๆ

  • ปฎิบัติงานในโรงเรียน สายเกิน ๘ ครั้ง

เพราะข้อพึงระวัง

  • ลาเกิน(ลาบ่อยครั้ง)จำนวนครั้งที่กำหนด ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน

  • เว้นแต่ถ้าวันลาไม่เกิน ๑๕ วันและมีผลการปฏิบัติงานดีเด่นอาจผ่อนผันให้เลื่อนขั้นเงินเดือนได้

    • มาทำงานสายเนื่องๆ ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน
    • ลาป่วย + ลากิจส่วนตัว เกินกว่า ๒๓ วันทำการ ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน

    จึงอยากทบทวนเพื่อให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเรา ๆ ไม่พลาดในเรื่องใกล้ตัว

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนาตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.๒๕๕๕

Up ↑